รับชุบอโนไดซ์

หมวดหมู่สินค้า :
แบรนด์สินค้า :
รายละเอียดสินค้า :

        การอโนไดซ์ คือ กระบวนการเคลือบผิวของอลูมิเนียมออกไซด์ที่เกิดจากอลูมิเนียมโดยผ่านสารประกอบที่แตกตัวเป็นอะตอมในสารละลายที่เป็นตัวนำไฟฟ้าโดยใช้การอิเล็กโทรลิซิส ทำให้เกิดออกไซด์ของอลูมิเนียมที่มีลักษณะผิวด้านและมีรูพรุนเล็กมาก ๆ ซึ่งจะเป็นพื้นพื้นที่กักเก็บสีของอลูมิเนียมที่เราทำการย้อม ทั้งนี้ผิวของอลูมิเนียมที่ผ่านการอโนไดซ์จะมีความสามารถในการนำความร้อนลดลงและมีอัตราการขยายตัวได้ต่ำกว่าอลูมิเนียมบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผิวแตกร้าวเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่สูงกว่า 80 องศาเซลเซียสและทำให้อลูมิเนียมประเภทนี้มีความสามารถในการเชื่อมต่อได้ยาก

รายละเอียดสินค้า

การชุบอโนไดซ์คืออะไร? 
        การอโนไดซ์ คือ กระบวนการเคลือบผิวของอลูมิเนียมออกไซด์ที่เกิดจากอลูมิเนียมโดยผ่านสารประกอบที่แตกตัวเป็นอะตอมในสารละลายที่เป็นตัวนำไฟฟ้าโดยใช้การอิเล็กโทรลิซิส ทำให้เกิดออกไซด์ของอลูมิเนียมที่มีลักษณะผิวด้านและมีรูพรุนเล็กมาก ๆ ซึ่งจะเป็นพื้นพื้นที่กักเก็บสีของอลูมิเนียมที่เราทำการย้อม ทั้งนี้ผิวของอลูมิเนียมที่ผ่านการอโนไดซ์จะมีความสามารถในการนำความร้อนลดลงและมีอัตราการขยายตัวได้ต่ำกว่าอลูมิเนียมบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผิวแตกร้าวเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่สูงกว่า 80 องศาเซลเซียสและทำให้อลูมิเนียมประเภทนี้มีความสามารถในการเชื่อมต่อได้ยาก

ทำไมต้องทำอโนไดซ์อลูมิเนียม
        1.    เพื่อป้องกันการผุกร่อนของโลหะอลูมิเนียม
        2.    เพิ่มความทนทานของผิว ช่วยให้ผิวอลูมิเนียมแข็งขึ้น 
        3.    ช่วยให้อลูมิเนียมมีความลื่นมากขึ้น 
        4.    ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสวยงามของการเคลือบสี ได้แก่ ช่วยเพิ่มสีสัน สร้างเฉดสีที่มีความหลากหลาย เพิ่มความมันเงา เพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะของสีเคลือบ 
        5.    เพื่อกันสนิม สิ่งสกปรก ป้องกันคราบนิ้วมือ 
        6.    ช่วยเปลี่ยนสถานะของอลูมิเนียมให้เป็นฉนวนไฟฟ้า 
        7.    เป็นการทำความสะอาดผิวให้อลูมิเนียม ช่วยกำจัดสิ่งสกปรก ตะกรัน ไปจนถึงคราบไขมันต่าง ๆ 

วิธีการทำอลูมิเนียมอโนไดซ์ ได้แก่ 
        8.    การทำอโนไดซ์ด้วยกรดโคโรมิก (Type I) เป็นการวิธีการทำอโนไดซ์แบบดั้งเดิม โดยใช้กรดโคโรมิกเป็นสารละลายหลัก ซึ่งจะให้ความหนาของชั้นฟิล์มตั้งแต่ 5 - 18 ไมโครเมตร ลักษณะผิวเป็นแบบทึบแสง อ่อนนุ่ม ทำให้อลูมิเนียมที่ได้ยากต่อการชุบสี เหมาะสำหรับการอโนไดซ์เพื่อเตรียมพื้นผิวก่อนการนำไปพ่นสีมากกว่า 
        9.    การทำอโนไดซ์ด้วยกรดซัลฟูริก (Type II) เป็นวิธีการทำอโนไดซ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยใช้กรดซัลฟูริคเป็นสารละลายหลัก ซึ่งจะให้ความหนาของชั้นฟิล์มในระดับปานกลางตั้งแต่ 1.8 – 25 ไมโครเมตร 
        10.    การทำอโนไดซ์ด้วยกรดซัลฟูริกแบบชุบบาง (Type IIB) คือการทำอโนไดซ์แบบบางมาก ๆ โดยใช้กรดซัลฟูริกเป็นสารละลายหลัก ซึ่งจะให้ความหนาน้อยกว่า 1.8 ไมโครเมตร 
        11.    การทำ Hard Coat หรือ Engineering Anodize (Type III) เป็นการชุบหนามาก ๆ ซึ่งต้องเป็นกระบวนการอโนไดซ์ที่ต้องผ่านกระบวนการและการใช้เครื่องมือในการควบคุมอุณหภูมิโดยใช้เครื่องทำความเย็นหล่อสารละลายน้ำยาชุบจนใกล้จุดเยือกแข็งของน้ำซึ่งต้องใช้กระแสไฟฟ้าสูง เพื่อให้ความหนาของชั้นฟิล์มตั้งแต่ 25-150 ไมโครเมตร วิธีการนี้เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการกัดกร่อน ช่วยให้ผิวอะลูมิเนียมลื่นทนทานต่อการเสียดสี กันความร้อนและเป็นฉนวนไฟฟ้า
        12.    การทำอโนไดซ์ด้วยกรดอินทรีย์เคมี (Type IC) เป็นการใช้สารละลายกรดอินทรีย์เคมี เช่น กรดออกซาลิค ซึ่งการทำอโนไดซ์วิธีการนี้จะให้สีเปลี่ยนไปตามชนิดของโลหะผสมโดยไม่ต้องทำการชุบเพิ่มและเป็นการชุบที่สามารถให้ความหนาได้ถึง 50 ไมโครเมตร  
การเตรียมชิ้นงานอลูมิเนียมก่อนการทำอโนไดซ์
        ก่อนการทำอโนไดซ์นิยมนำอลูมิเนียมไปต้มด้วยผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน หรือสบู่เพื่อขจัดคราบไขมันก่อนนำไปกัดในโซฟาไฟ ส่วนกรรมวิธีในการทำอโนไดซ์คือการใช้กระแสไฟฟ้าส่งผ่านไปยังอลูมิเนียมที่แช่อยู่ในสารละลายสำหรับชุบ เมื่อกระแสไฟฟ้าปล่อยไฮโดรเจนออกที่ขั้วลบจะมีการสร้างอลูมิเนียมออกไซด์ที่ผิวเกิดขึ้น ภายใต้เงื่อนไขของการทำอโนไดซ์ ได้แก่ ความเข้มข้นและอุณหภูมิของสารละลายตลอดไปจนถึงอุณหภูมิของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ ซึ่งทำให้ได้อลูมิเนียมอโนไดซ์ที่มีความหนาแตกต่างกัน 
คุณสมบัติอลูมิเนียมเกรดต่าง ๆ ในการชุบอลูมิเนียมอโนไดซ์ คืออะไร 
        อลูมิเนียม เป็นโลหะที่มีคุณสมบัติอ่อน เบา ไม่เป็นเงา ไม่เป็นสารพิษ ไม่เป็นแม่เหล็ก และไม่เกิดประกายไฟ สามารถนำมากลึงและหล่อแบบได้ง่าย ทำให้ปัจจุบันอลูมิเนียมได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานในอุตสาหกรรมหลายประเภท และเป็นถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอขงของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการขนส่ง และการสร้างอาคาร เนื่องด้วยคุณสมบัติเฉพาะของอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา มีความทนทาน และมีความแข็งแรง 
        การทำอโนไดซ์ (Anodize) คือ กระบวนการทางไฟฟ้าเคมีเพื่อป้องกันการผุกร่อน เพิ่มความทนทานของผิว เพิ่มสีสัน เพิ่มประสิทธิภาพและการยึดเกาะของสีเคลือบ เพิ่มความหล่อลื่นให้กับโลหะอลูมิเนียม โดยใช้การเคลือบผิวของอลูมิเนียมออกไซด์ที่เกิดจากอลูมิเนียม ด้วยการนำไปผ่านสารประกอบที่แตกตัวเป็นอะตอมในสารละลายที่เป็นตัวนำไฟฟ้าสร้างเป็นฟิล์มออกไซด์ที่มีความหนาและแข็งบนผิวของอลูมิเนียม ออกไซด์ของอะลูมิเนียมที่เกิดขึ้นจากการทำอโนไดซ์จะมีลักษณะผิวด้านและมีลักษณะเป็นรูพรุนเล็ก ๆ ซึ่งจะเป็นที่เก็บกักสี ช่วยเพิ่มคุณสมบัติให้อลูมิเนียมทนการกัดกร่อนได้มากขึ้น และเพิ่มคุณสมบัติการเป็นฉนวนกันไฟฟ้า อีกทั้งการทำอโนไดซ์ยังมีข้อดี คือ เป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพราะอลูมิเนียมที่ได้จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า เป็นการเพิ่มความมันวาว ทำให้อลูมิเนียมดูใหม่ ลดค่าบำรุงรักษา 

        อลูมิเนียมที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมแบ่งออกได้เป็นหลายเกรด ซึ่งขึ้นอยู่กับธาตุที่เป็นองค์ประกอบ ได้แก่ 
        1.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 1xxx เป็นอลูมิเนียมที่มีเหล็กและซิลิคอนเป็นธาตุหลัก ทำให้ต้านทานการกัดกร่อนได้ดี มีความสามารถในการนำความร้อนและนำไฟฟ้าได้สูง  
        2.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 2xxx เป็นอลูมิเนียมผสมทองดง เหมาะสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับความร้อน 
        3.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 3xxx เป็นอลูมิเนียมผสมแร่แมงกานีส เหมาะและนิยมนำมาใช้สำหรับงานโครงสร้างต่าง ๆ 
        4.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 4xxx เป็นอลูมิเนียมที่ผสมซิลิคอนเป็นธาตุหลัก เหมาะกับการใช้งานอลูมิเนียมที่ทนความร้อน และนิยมนำไปใช้ในงานด้านสถาปัตยกรรม 
        5.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 5xxx เป็นอลูมิเนียมผสมแร่แมกนีเซียมเป็นธาตุหลักและมีแร่แมงกานีสรวมอยู่ด้วย จึงเป็นอลูมิเนียมที่มีความแข็งปานกลาง สามารถนำมาใช้ในงานเชื่อมได้ดี  
        6.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 6xxx เป็นอลูมิเนียมที่มีส่วนผสมของแร่แมกนีเซียมและซิลิคอน ทำให้สามารถนำไปใช้ในกระบวนการอบร้อนได้ นำไปทำการขึ้นรูป และเชื่อมได้ง่าย 
        7.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 7xxx เป็นอลูมิเนียมผสมสังกะสี นิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการความทนทายและต้องการความแข็งแรงสูง นิยมนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์มือถือ 
        8.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 8xxx เป็นอลูมิเนียมที่ผสมแร่ธาตุอื่น ๆ ได้แก่ นิกเกิล, โครเมียม, ตะกั่ว, ไทเทเนียม เป็นอลูมิเนียมที่มีความแข็งเป็นพิเศษจึงนิยมนำมาใช้ในงานอากาศยาน 
    ทั้งนี้อลูมิเนียมแต่ละเกรดจะมีคุณสมบัติในการผ่านกระบวนการอโนไดซ์แตกต่างกัน เนื่องด้วยหลายปัจจัย ได้แก่ ส่วนผสมของโลหะ, กรรมวิธีในการทำ, ความแข็งแรงของผิววัสดุ, ความกระด้าง รวมถึงราคา ซึ่งสามารถแบ่งเกรดอลูมิเนียมที่นิยมนำมาทำการทำอโนไดซ์เพื่อนำไปใช้งานต่อได้ดังนี้ 
        9.    อลูมิเนียม 2024 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมทองแดงทีมีความแข็งแรงสูง นิยมนำไปเป็นแม่พิมพ์ขึ้นรูปพลาสติก แม่พิมพ์รองเทา รวมถึงชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลและอุปกรณ์จับยึดต่าง ๆ ของเครื่องบิน 
        10.    อลูมิเนียม 5052 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมแมกนีเซียม ที่เมื่อนำมาชุบอโนไดซ์จะให้สีได้ดีมาก เมื่อนำมาตัดกลึงแล้วจะให้อลูมิเนียมที่มีสีสวยงาม และสามารถใช้ในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำได้ดี จึงนิยมนำมาใช้ทำอุปกรณ์จับยึดชิ้นงาน, แม่พิมพ์เครื่องใช้ในอุตสาหกรรมเคมีอาหาร, แม่พิมพ์ตัวอย่างภาชนะ, ท่อไฮโดรลิก และหมุดย้ำชิ้นส่วนสำหรับยานพาหนะและชิ้นส่วนของอาคาร 
        11.    อลูมิเนียม 5083 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมแมกนีเซียมที่สามารถชุบอโนไดซ์สีได้ดีมาก ให้ผิวที่สวยงาม สามารถใช้งานในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำถึงติดลบได้ดี นิยมใช้อลูมิเนียมชนิดนี้ในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์เป่าพลาสติก, อุปกรณ์จับยึดชิ้นงาน, แม่พิมพ์ขึ้นรูปยางและโฟม, ตู้คอนเทนเนอร์, ชิ้นส่วนยานพาหนะและชิ้นส่วนอาคาร และใช้ถังที่ทนแรงดันสูง เป็นต้น 
        12.    อลูมิเนียม 6061 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมแมกนีเซียมและซิลิกอนที่สามารถบ่มแข็งได้ จึงทำให้อลูมิเนียมประเภทนี้ทนต่อการกัดกร่อนได้อย่างดีเยี่ยม สามารถนำมาขัดเงาและชุบอโนไดซ์ได้สีผิวที่สวยงาม แต่กระบวนการในการทำยุ่งยากและซับซ้อนกว่าแต่จะได้ชิ้นงานอลูมิเนียมที่สวยงาม คุ้มค่า นิยมนำมาใช้ทำแม่พิมพ์เป่าพลาสติก, โครงสร้างพาหนะและอาคาร, แม่พิมพ์สำหรับฉีดโฟมและยาง เป็นต้น 
        13.    อลูมิเนียม 7022 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมสังกะสีที่มีความแข็งแรงสูงมากและตัดกลึงง่าย สามารถนำมาชุบอโนไดซ์แข็งได้ดี จึงนิยมนำมาใช้ในการทำแม่พิมพ์เป่าขวดพลาสติก, อุปกรณ์ชิ้นส่วนเครื่องจักรกลแผ่นนำความร้อน และแม่พิมพ์แผ่นฉีดพลาสติกจำนวนน้อย 
        14.    อลูมิเนียม 7075 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมสังกะสีที่มีความแข็งแรงที่สุดและตัดกลึงได้ง่าย มีคุณสมบัติที่สามารถนำมาชุบอโนไดซ์แข็งได้อย่างดีเยี่ยม จึงนิยมนำมาใช้ในการทำแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก แม่พิมพ์เป่าขวดพลาสติก, โต๊ะเครื่องมือและอุปกรณ์ชิ้นส่วนเครื่องจักรกล เป็นต้น 
        ผิวของอลูมิเนียมที่ผ่านการอโนไดซ์แล้วจะมีความหนาเพิ่มขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้เป็นการประยุกต์คุณสมบัติของอลูมิเนียมแต่ละเกรดเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกทั้งกระบวนการอโนไดซ์ยังเป็นการเพิ่มคุณสมบัติของอลูมิเนียม คือ เป็นการเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน เพิ่มความคงทนของผิว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเคลือบสี ช่วยเพิ่มความลื่น และช่วยเปลี่ยนสถานะของอลูมิเนียมไม่ให้นำไฟฟ้าเพื่อให้เหมาะกับการนำไปใช้งานอีกด้วย

information

การชุบอโนไดซ์คืออะไร? 
        การอโนไดซ์ คือ กระบวนการเคลือบผิวของอลูมิเนียมออกไซด์ที่เกิดจากอลูมิเนียมโดยผ่านสารประกอบที่แตกตัวเป็นอะตอมในสารละลายที่เป็นตัวนำไฟฟ้าโดยใช้การอิเล็กโทรลิซิส ทำให้เกิดออกไซด์ของอลูมิเนียมที่มีลักษณะผิวด้านและมีรูพรุนเล็กมาก ๆ ซึ่งจะเป็นพื้นพื้นที่กักเก็บสีของอลูมิเนียมที่เราทำการย้อม ทั้งนี้ผิวของอลูมิเนียมที่ผ่านการอโนไดซ์จะมีความสามารถในการนำความร้อนลดลงและมีอัตราการขยายตัวได้ต่ำกว่าอลูมิเนียมบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผิวแตกร้าวเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่สูงกว่า 80 องศาเซลเซียสและทำให้อลูมิเนียมประเภทนี้มีความสามารถในการเชื่อมต่อได้ยาก

ทำไมต้องทำอโนไดซ์อลูมิเนียม
        1.    เพื่อป้องกันการผุกร่อนของโลหะอลูมิเนียม
        2.    เพิ่มความทนทานของผิว ช่วยให้ผิวอลูมิเนียมแข็งขึ้น 
        3.    ช่วยให้อลูมิเนียมมีความลื่นมากขึ้น 
        4.    ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสวยงามของการเคลือบสี ได้แก่ ช่วยเพิ่มสีสัน สร้างเฉดสีที่มีความหลากหลาย เพิ่มความมันเงา เพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะของสีเคลือบ 
        5.    เพื่อกันสนิม สิ่งสกปรก ป้องกันคราบนิ้วมือ 
        6.    ช่วยเปลี่ยนสถานะของอลูมิเนียมให้เป็นฉนวนไฟฟ้า 
        7.    เป็นการทำความสะอาดผิวให้อลูมิเนียม ช่วยกำจัดสิ่งสกปรก ตะกรัน ไปจนถึงคราบไขมันต่าง ๆ 

วิธีการทำอลูมิเนียมอโนไดซ์ ได้แก่ 
        8.    การทำอโนไดซ์ด้วยกรดโคโรมิก (Type I) เป็นการวิธีการทำอโนไดซ์แบบดั้งเดิม โดยใช้กรดโคโรมิกเป็นสารละลายหลัก ซึ่งจะให้ความหนาของชั้นฟิล์มตั้งแต่ 5 - 18 ไมโครเมตร ลักษณะผิวเป็นแบบทึบแสง อ่อนนุ่ม ทำให้อลูมิเนียมที่ได้ยากต่อการชุบสี เหมาะสำหรับการอโนไดซ์เพื่อเตรียมพื้นผิวก่อนการนำไปพ่นสีมากกว่า 
        9.    การทำอโนไดซ์ด้วยกรดซัลฟูริก (Type II) เป็นวิธีการทำอโนไดซ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยใช้กรดซัลฟูริคเป็นสารละลายหลัก ซึ่งจะให้ความหนาของชั้นฟิล์มในระดับปานกลางตั้งแต่ 1.8 – 25 ไมโครเมตร 
        10.    การทำอโนไดซ์ด้วยกรดซัลฟูริกแบบชุบบาง (Type IIB) คือการทำอโนไดซ์แบบบางมาก ๆ โดยใช้กรดซัลฟูริกเป็นสารละลายหลัก ซึ่งจะให้ความหนาน้อยกว่า 1.8 ไมโครเมตร 
        11.    การทำ Hard Coat หรือ Engineering Anodize (Type III) เป็นการชุบหนามาก ๆ ซึ่งต้องเป็นกระบวนการอโนไดซ์ที่ต้องผ่านกระบวนการและการใช้เครื่องมือในการควบคุมอุณหภูมิโดยใช้เครื่องทำความเย็นหล่อสารละลายน้ำยาชุบจนใกล้จุดเยือกแข็งของน้ำซึ่งต้องใช้กระแสไฟฟ้าสูง เพื่อให้ความหนาของชั้นฟิล์มตั้งแต่ 25-150 ไมโครเมตร วิธีการนี้เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการกัดกร่อน ช่วยให้ผิวอะลูมิเนียมลื่นทนทานต่อการเสียดสี กันความร้อนและเป็นฉนวนไฟฟ้า
        12.    การทำอโนไดซ์ด้วยกรดอินทรีย์เคมี (Type IC) เป็นการใช้สารละลายกรดอินทรีย์เคมี เช่น กรดออกซาลิค ซึ่งการทำอโนไดซ์วิธีการนี้จะให้สีเปลี่ยนไปตามชนิดของโลหะผสมโดยไม่ต้องทำการชุบเพิ่มและเป็นการชุบที่สามารถให้ความหนาได้ถึง 50 ไมโครเมตร  
การเตรียมชิ้นงานอลูมิเนียมก่อนการทำอโนไดซ์
        ก่อนการทำอโนไดซ์นิยมนำอลูมิเนียมไปต้มด้วยผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน หรือสบู่เพื่อขจัดคราบไขมันก่อนนำไปกัดในโซฟาไฟ ส่วนกรรมวิธีในการทำอโนไดซ์คือการใช้กระแสไฟฟ้าส่งผ่านไปยังอลูมิเนียมที่แช่อยู่ในสารละลายสำหรับชุบ เมื่อกระแสไฟฟ้าปล่อยไฮโดรเจนออกที่ขั้วลบจะมีการสร้างอลูมิเนียมออกไซด์ที่ผิวเกิดขึ้น ภายใต้เงื่อนไขของการทำอโนไดซ์ ได้แก่ ความเข้มข้นและอุณหภูมิของสารละลายตลอดไปจนถึงอุณหภูมิของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ ซึ่งทำให้ได้อลูมิเนียมอโนไดซ์ที่มีความหนาแตกต่างกัน 
คุณสมบัติอลูมิเนียมเกรดต่าง ๆ ในการชุบอลูมิเนียมอโนไดซ์ คืออะไร 
        อลูมิเนียม เป็นโลหะที่มีคุณสมบัติอ่อน เบา ไม่เป็นเงา ไม่เป็นสารพิษ ไม่เป็นแม่เหล็ก และไม่เกิดประกายไฟ สามารถนำมากลึงและหล่อแบบได้ง่าย ทำให้ปัจจุบันอลูมิเนียมได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานในอุตสาหกรรมหลายประเภท และเป็นถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอขงของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการขนส่ง และการสร้างอาคาร เนื่องด้วยคุณสมบัติเฉพาะของอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา มีความทนทาน และมีความแข็งแรง 
        การทำอโนไดซ์ (Anodize) คือ กระบวนการทางไฟฟ้าเคมีเพื่อป้องกันการผุกร่อน เพิ่มความทนทานของผิว เพิ่มสีสัน เพิ่มประสิทธิภาพและการยึดเกาะของสีเคลือบ เพิ่มความหล่อลื่นให้กับโลหะอลูมิเนียม โดยใช้การเคลือบผิวของอลูมิเนียมออกไซด์ที่เกิดจากอลูมิเนียม ด้วยการนำไปผ่านสารประกอบที่แตกตัวเป็นอะตอมในสารละลายที่เป็นตัวนำไฟฟ้าสร้างเป็นฟิล์มออกไซด์ที่มีความหนาและแข็งบนผิวของอลูมิเนียม ออกไซด์ของอะลูมิเนียมที่เกิดขึ้นจากการทำอโนไดซ์จะมีลักษณะผิวด้านและมีลักษณะเป็นรูพรุนเล็ก ๆ ซึ่งจะเป็นที่เก็บกักสี ช่วยเพิ่มคุณสมบัติให้อลูมิเนียมทนการกัดกร่อนได้มากขึ้น และเพิ่มคุณสมบัติการเป็นฉนวนกันไฟฟ้า อีกทั้งการทำอโนไดซ์ยังมีข้อดี คือ เป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพราะอลูมิเนียมที่ได้จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า เป็นการเพิ่มความมันวาว ทำให้อลูมิเนียมดูใหม่ ลดค่าบำรุงรักษา 

        อลูมิเนียมที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมแบ่งออกได้เป็นหลายเกรด ซึ่งขึ้นอยู่กับธาตุที่เป็นองค์ประกอบ ได้แก่ 
        1.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 1xxx เป็นอลูมิเนียมที่มีเหล็กและซิลิคอนเป็นธาตุหลัก ทำให้ต้านทานการกัดกร่อนได้ดี มีความสามารถในการนำความร้อนและนำไฟฟ้าได้สูง  
        2.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 2xxx เป็นอลูมิเนียมผสมทองดง เหมาะสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับความร้อน 
        3.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 3xxx เป็นอลูมิเนียมผสมแร่แมงกานีส เหมาะและนิยมนำมาใช้สำหรับงานโครงสร้างต่าง ๆ 
        4.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 4xxx เป็นอลูมิเนียมที่ผสมซิลิคอนเป็นธาตุหลัก เหมาะกับการใช้งานอลูมิเนียมที่ทนความร้อน และนิยมนำไปใช้ในงานด้านสถาปัตยกรรม 
        5.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 5xxx เป็นอลูมิเนียมผสมแร่แมกนีเซียมเป็นธาตุหลักและมีแร่แมงกานีสรวมอยู่ด้วย จึงเป็นอลูมิเนียมที่มีความแข็งปานกลาง สามารถนำมาใช้ในงานเชื่อมได้ดี  
        6.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 6xxx เป็นอลูมิเนียมที่มีส่วนผสมของแร่แมกนีเซียมและซิลิคอน ทำให้สามารถนำไปใช้ในกระบวนการอบร้อนได้ นำไปทำการขึ้นรูป และเชื่อมได้ง่าย 
        7.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 7xxx เป็นอลูมิเนียมผสมสังกะสี นิยมนำมาใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการความทนทายและต้องการความแข็งแรงสูง นิยมนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์มือถือ 
        8.    เกรดอลูมิเนียมประเภท 8xxx เป็นอลูมิเนียมที่ผสมแร่ธาตุอื่น ๆ ได้แก่ นิกเกิล, โครเมียม, ตะกั่ว, ไทเทเนียม เป็นอลูมิเนียมที่มีความแข็งเป็นพิเศษจึงนิยมนำมาใช้ในงานอากาศยาน 
    ทั้งนี้อลูมิเนียมแต่ละเกรดจะมีคุณสมบัติในการผ่านกระบวนการอโนไดซ์แตกต่างกัน เนื่องด้วยหลายปัจจัย ได้แก่ ส่วนผสมของโลหะ, กรรมวิธีในการทำ, ความแข็งแรงของผิววัสดุ, ความกระด้าง รวมถึงราคา ซึ่งสามารถแบ่งเกรดอลูมิเนียมที่นิยมนำมาทำการทำอโนไดซ์เพื่อนำไปใช้งานต่อได้ดังนี้ 
        9.    อลูมิเนียม 2024 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมทองแดงทีมีความแข็งแรงสูง นิยมนำไปเป็นแม่พิมพ์ขึ้นรูปพลาสติก แม่พิมพ์รองเทา รวมถึงชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลและอุปกรณ์จับยึดต่าง ๆ ของเครื่องบิน 
        10.    อลูมิเนียม 5052 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมแมกนีเซียม ที่เมื่อนำมาชุบอโนไดซ์จะให้สีได้ดีมาก เมื่อนำมาตัดกลึงแล้วจะให้อลูมิเนียมที่มีสีสวยงาม และสามารถใช้ในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำได้ดี จึงนิยมนำมาใช้ทำอุปกรณ์จับยึดชิ้นงาน, แม่พิมพ์เครื่องใช้ในอุตสาหกรรมเคมีอาหาร, แม่พิมพ์ตัวอย่างภาชนะ, ท่อไฮโดรลิก และหมุดย้ำชิ้นส่วนสำหรับยานพาหนะและชิ้นส่วนของอาคาร 
        11.    อลูมิเนียม 5083 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมแมกนีเซียมที่สามารถชุบอโนไดซ์สีได้ดีมาก ให้ผิวที่สวยงาม สามารถใช้งานในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำถึงติดลบได้ดี นิยมใช้อลูมิเนียมชนิดนี้ในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์เป่าพลาสติก, อุปกรณ์จับยึดชิ้นงาน, แม่พิมพ์ขึ้นรูปยางและโฟม, ตู้คอนเทนเนอร์, ชิ้นส่วนยานพาหนะและชิ้นส่วนอาคาร และใช้ถังที่ทนแรงดันสูง เป็นต้น 
        12.    อลูมิเนียม 6061 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมแมกนีเซียมและซิลิกอนที่สามารถบ่มแข็งได้ จึงทำให้อลูมิเนียมประเภทนี้ทนต่อการกัดกร่อนได้อย่างดีเยี่ยม สามารถนำมาขัดเงาและชุบอโนไดซ์ได้สีผิวที่สวยงาม แต่กระบวนการในการทำยุ่งยากและซับซ้อนกว่าแต่จะได้ชิ้นงานอลูมิเนียมที่สวยงาม คุ้มค่า นิยมนำมาใช้ทำแม่พิมพ์เป่าพลาสติก, โครงสร้างพาหนะและอาคาร, แม่พิมพ์สำหรับฉีดโฟมและยาง เป็นต้น 
        13.    อลูมิเนียม 7022 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมสังกะสีที่มีความแข็งแรงสูงมากและตัดกลึงง่าย สามารถนำมาชุบอโนไดซ์แข็งได้ดี จึงนิยมนำมาใช้ในการทำแม่พิมพ์เป่าขวดพลาสติก, อุปกรณ์ชิ้นส่วนเครื่องจักรกลแผ่นนำความร้อน และแม่พิมพ์แผ่นฉีดพลาสติกจำนวนน้อย 
        14.    อลูมิเนียม 7075 เป็นอลูมิเนียมกลุ่มผสมสังกะสีที่มีความแข็งแรงที่สุดและตัดกลึงได้ง่าย มีคุณสมบัติที่สามารถนำมาชุบอโนไดซ์แข็งได้อย่างดีเยี่ยม จึงนิยมนำมาใช้ในการทำแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก แม่พิมพ์เป่าขวดพลาสติก, โต๊ะเครื่องมือและอุปกรณ์ชิ้นส่วนเครื่องจักรกล เป็นต้น 
        ผิวของอลูมิเนียมที่ผ่านการอโนไดซ์แล้วจะมีความหนาเพิ่มขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้เป็นการประยุกต์คุณสมบัติของอลูมิเนียมแต่ละเกรดเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกทั้งกระบวนการอโนไดซ์ยังเป็นการเพิ่มคุณสมบัติของอลูมิเนียม คือ เป็นการเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน เพิ่มความคงทนของผิว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเคลือบสี ช่วยเพิ่มความลื่น และช่วยเปลี่ยนสถานะของอลูมิเนียมไม่ให้นำไฟฟ้าเพื่อให้เหมาะกับการนำไปใช้งานอีกด้วย